จากพระราชดำริ…สู่การลงมือทำ จากองค์ความรู้…สู่คุณภาพชีวิตประชาชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ สืบสานพระราชปณิธานจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 ผ่านโครงการพระดาบส สร้างโอกาส พัฒนาคน และยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน

ในหน้าประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย พระราชปณิธานในการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพ และการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ นับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประเทศ พระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ผ่านการก่อตั้งมูลนิธิพระดาบส มิได้เป็นเพียงแนวพระราชดำริ หากเป็นต้นแบบของการสร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยความรู้ ความสามารถ และความเพียร ซึ่งยังคงได้รับการสืบสานอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวพระราชดำริ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้เพื่อสังคม ได้น้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยเชื่อมั่นว่าการศึกษาที่แท้จริงต้องไม่หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน หากต้องสามารถสร้างโอกาส พัฒนาอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ของประเทศ

นโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง...สู่การพัฒนาที่จับต้องได้

ภายใต้การบริหารของ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยบูรณาการการจัดการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์ความรู้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมน้อมนำพระราชปณิธานด้านการสร้างโอกาสและการพึ่งพาตนเองมาขับเคลื่อนเป็นแนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ  การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้รับการกำกับและประสานสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาสพิรุฬห์ วัชรศรีสำเริง รองอธิการบดี ซึ่งผลักดันความร่วมมือระหว่างคณะ หน่วยงาน และภาคีเครือข่าย ให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ลงสู่ชุมชน เชื่อมโยงการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้ตอบโจทย์ปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง อันเป็นการแปรเปลี่ยนนโยบายของมหาวิทยาลัยให้เกิดผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ และสะท้อนแนวพระราชดำริ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ผ่านการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

จากพระราชดำริ...สู่การสร้างโอกาสให้ประชาชน

ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้ร่วมกับ มูลนิธิพระดาบส และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงพยาบาลรามาธิบดี ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ ขับเคลื่อนโครงการบริการวิชาการเพื่อสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ การดำเนินงานมิได้มุ่งเพียงการให้บริการหรือการจัดกิจกรรม หากแต่เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ออกไปสู่ชุมชนห่างไกล เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ พัฒนาทักษะอาชีพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ฝึกการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกับชุมชน อันเป็นการหล่อหลอมบัณฑิตให้เป็นทั้ง "คนเก่ง" และ "คนดี" ที่พร้อมรับใช้สังคม

เฉลิมพระเกียรติด้วยการลงมือทำ

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการลงมือปฏิบัติ ผ่านการขับเคลื่อน "โครงการสนองพระราชดำริฯ สืบสาน รักษา ต่อยอด ร่วมกับมูลนิธิพระดาบสในถิ่นทุรกันดาร" ที่นำองค์ความรู้จากห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ งานวิจัย และนวัตกรรม ลงสู่พื้นที่จริง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหา พัฒนาอาชีพ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง  สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ การเฉลิมพระเกียรติที่ทรงคุณค่าที่สุด มิใช่เพียงการกล่าวน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ หากคือการสืบสานพระราชปณิธานผ่านการลงมือทำ ให้ทุกองค์ความรู้ก่อเกิดประโยชน์ ทุกนวัตกรรมตอบโจทย์สังคม และทุกการเรียนรู้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อ "มหาวิทยาลัย" ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สร้างบัณฑิต แต่เป็นพลังของการพัฒนาสังคม

ปรัชญาสำคัญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ คือ การนำองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในสังคม การจัดการศึกษาไม่ได้สิ้นสุดเพียงในห้องเรียน หากต้องสามารถตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ สร้างนวัตกรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนผ่านประสบการณ์จริงในพื้นที่  ด้วยแนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงร่วมกับมูลนิธิพระดาบส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงพยาบาลรามาธิบดี และองค์กรภาคีเครือข่าย บูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ลงสู่ชุมชน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ "สร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้" ผ่านการถ่ายทอดวิชาชีพ การพัฒนาเทคโนโลยี และการบริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มหาวิทยาลัยได้ร่วมสร้างขึ้นเคียงข้างประชาชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

จากการบริการวิชาการ...สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อประชาชน

เมื่อก้าวเข้าสู่ปีงบประมาณ 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิได้ยกระดับการดำเนินงานภายใต้ชื่อ “โครงการสนองพระราชดำริฯ สืบสาน รักษา ต่อยอด ร่วมกับมูลนิธิพระดาบสในถิ่นทุรกันดาร” สะท้อนการต่อยอดพระราชปณิธานจากการให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การดำเนินงานตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดลำปาง เลย จันทบุรี สิงห์บุรี และกาญจนบุรี มีประชาชนได้รับบริการตัดผมฟรีทั้งชายและหญิงจำนวน 547 คน พร้อมส่งมอบรถเข็นสำหรับผู้ป่วย 25 คัน นอกจากตัวเลขที่สะท้อนผลการดำเนินงานแล้ว สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าคือการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้และบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อันเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เมื่อองค์ความรู้เดินทางถึงชุมชน...การพัฒนาจึงเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ภาพสะท้อนของการสืบสานพระราชปณิธานปรากฏชัดในการลงพื้นที่ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ โรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมิใช่เพียงการออกหน่วยบริการประชาชน หากแต่เป็นเวทีที่องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยได้หลอมรวมกับความร่วมมือของภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ  ในวันนั้น มหาวิทยาลัยได้ส่งมอบรถเข็นสำหรับผู้ป่วยจำนวน 5 คัน ให้บริการตัดผมแก่ประชาชน 142 คน พร้อมนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปถ่ายทอดผ่าน ต้นแบบโรงเรือนพื้นที่สีเขียวอัจฉริยะ ที่ประยุกต์ใช้ระบบ Internet of Things (IoT) ควบคู่กับการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ เพื่อเป็นแนวทางในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชน  นวัตกรรมที่ถูกนำไปถ่ายทอดในพื้นที่ครั้งนี้ มิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงในห้องปฏิบัติการ หากถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงในห้องเรียน

อีกภาพหนึ่งที่สะท้อนคุณค่าของโครงการ คือ การมีส่วนร่วมของนักศึกษานวัตกรจิตอาสา ซึ่งได้ร่วมมอบอุปกรณ์กีฬา เสื่อโยคะ และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานร่วมกับอาจารย์และภาคีเครือข่าย สำหรับนักศึกษา การลงพื้นที่ไม่ได้หมายถึงการออกค่ายหรือการฝึกงานเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ได้สัมผัสปัญหา รับฟังความต้องการของประชาชน และร่วมค้นหาแนวทางแก้ไขโดยใช้องค์ความรู้ในสาขาวิชาของตนเอง  ภายใต้การดูแลของคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ  ประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ผู้เรียนเข้าใจว่า "วิชาชีพ" มิใช่เพียงทักษะสำหรับการประกอบอาชีพ หากยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม และทำให้การศึกษาเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง

พลังของภาคีเครือข่าย...หัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดจากการทำงานของมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง หากเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ต่างนำความเชี่ยวชาญของตนมาบูรณาการเพื่อเป้าหมายเดียวกัน  ภายในพื้นที่เดียวกัน ประชาชนได้รับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า รับคำปรึกษาด้านกฎหมาย บริการแพทย์และทันตกรรมเคลื่อนที่ การอบรมด้านการเกษตร ตลอดจนโรงครัวพระราชทาน ทุกภารกิจเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การลงพื้นที่หนึ่งครั้งสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ อาชีพ การศึกษา เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต

จากการมอบสิ่งของ...สู่การส่งต่อความสามารถ

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่แสดงถึงการ "ต่อยอด" พระราชปณิธานอย่างเป็นรูปธรรม คือการที่มหาวิทยาลัยได้ส่งมอบรถเข็นผู้ป่วย ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ให้แก่มูลนิธิพระดาบส เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในหลักสูตรเคหบริบาลคุณค่าของการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่การผลิตรถเข็นเพื่อส่งมอบแก่ผู้ป่วย แต่คือการส่งต่อองค์ความรู้และทักษะการสร้างนวัตกรรมให้แก่ศิษย์พระดาบส เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในอนาคตได้  จากการ "ให้สิ่งของ" สู่การ "ให้ความสามารถ" คือการเปลี่ยนผ่านที่สะท้อนหัวใจของพระราชปณิธานได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเมื่อองค์ความรู้ถูกส่งต่อ ผลของการให้จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมกิจกรรมหนึ่งวัน หากสามารถเติบโตและขยายผลต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ

เมื่อการศึกษาเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย...พระราชปณิธานจึงเกิดผลจริงในชีวิตของประชาชน

เบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินงานมิได้เกิดจากการลงพื้นที่เพียงครั้งคราว ล้วนเกิดจากการกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนในการน้อมนำพระราชปณิธานมาบูรณาการเข้ากับพันธกิจของมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการจัดการศึกษา การบริการวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือของคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันบนเป้าหมายเดียว คือ การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชน

การขับเคลื่อนดังกล่าวทำให้ "ห้องเรียน" ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ภายในมหาวิทยาลัย แต่ขยายออกไปสู่ชุมชนที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้จริง นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ คณาจารย์ได้นำองค์ความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหาของสังคม ขณะที่ประชาชนได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง

คุณค่าของโครงการ...มิใช่วัดจากจำนวนผู้รับบริการ หากวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้คน

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เข้าร่วมกิจกรรม พื้นที่ดำเนินงาน หรือจำนวนรถเข็นที่ส่งมอบ เป็นเพียงภาพสะท้อนของผลลัพธ์เชิงปริมาณ แต่คุณค่าที่แท้จริงของโครงการอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คน เครื่องจักรกลการเกษตรที่ได้รับการซ่อมบำรุง คือโอกาสที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกินกำลัง รถเข็นหนึ่งคัน อาจเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผู้ป่วยและครอบครัว นั่นคือโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี  การตัดผมหนึ่งครั้ง อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส นั่นคือการเติมเต็มความมั่นใจและกำลังใจในการใช้ชีวิต  นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำไปถ่ายทอดในโรงเรียนและชุมชน มิใช่เพียงต้นแบบทางวิชาการ หากเป็นการแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประชาชน และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ชุมชนได้จริง   เมื่อองค์ความรู้ถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน "การศึกษา" จึงมิใช่เพียงการผลิตบัณฑิต แต่เป็นกระบวนการสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมอย่างยั่งยืน

จากพระราชดำริ...สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอด

นับจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการศึกษาและการฝึกวิชาชีพ พระราชปณิธานดังกล่าวยังคงได้รับการสืบสานอย่างต่อเนื่องในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายใต้แนวพระราชดำริ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้น้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่า การสืบสานพระราชดำริที่ดีที่สุด มิใช่เพียงการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ หากคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ มีอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง  ทุกครั้งที่คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และภาคีเครือข่ายออกเดินทางสู่ชุมชน จึงมิได้เป็นเพียงการออกหน่วยบริการ หากเป็นการนำองค์ความรู้ วิชาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตของผู้คน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเสียสละและการรับใช้สังคมให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้การศึกษากลายเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

พระราชปณิธานที่ยังคงงอกงาม...ผ่านทุกการลงมือทำ

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยีจะก้าวหน้า และบริบทของสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจของพระราชปณิธานยังคงเดิม คือ "การสร้างคนให้มีโอกาส และสามารถพึ่งพาตนเองได้"  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จึงยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น "มหาวิทยาลัยแห่งการลงมือปฏิบัติ" ที่นำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และขอร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการนำการศึกษา วิชาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพลังของคนรุ่นใหม่ ไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ทุกการเรียนรู้ก่อเกิดคุณค่า ทุกองค์ความรู้สร้างโอกาส และทุกการลงมือทำร่วมกัน เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน สมดังพระราชปณิธานที่ทรงพระราชทานไว้แก่ปวงชนชาวไทย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ





ข้อมูลจาก : ภาพ: งานสื่อสารองค์กรฯ และสถาบันวิจัยฯ จัดทำ :นงทฉัตร งานสื่อสารองค์กรฯ


58 ครั้ง